tradeonline.in.th ย่อให้
- เริ่มจากไลฟ์สไตล์: การเลือกสไตล์การเทรด, สินทรัพย์, โบรกเกอร์, Time Frame ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเทรดเดอร์ และเลือกศึกษาสินทรัพย์เพียงประเภทเดียวจนเข้าใจตลาด
- สร้างระบบเทรดที่ตรงกับไลฟ์สไตล์: กำหนดเป้าหมาย, สไตล์การเทรด, สินทรัพย์, กลยุทธ์, บริหารความเสี่ยง, ประเมินและปรับปรุงระบบเทรดเสมอ
- ข้อคิดจากเทรดเดอร์ชื่อดัง: จงยอมรับความเสี่ยงในการลงทุน แต่เมื่อลงทุนแล้วจงหวังผลกำไรอย่างมั่นใจ
1. เลือกสไตล์การเทรดที่เหมาะสมกับตนเอง
เทรดเดอร์ระยะสั้น (Short-term Trader)
- รูปแบบการเทรด: เน้นทำกำไรระยะสั้น กรอบเวลาในการซื้อขายตั้งแต่นาที ชั่วโมง ไปจนถึงวัน
- เหมาะกับ: เทรดเดอร์อาชีพมีความรู้การวิเคราะห์ทางเทคนิค มีการบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี มีความอดทน ควบคุมอารมณ์และตัดสินใจได้ดี และมีทุนสำรองเพียงพอ
- กลยุทธ์ที่ใช้: เช่น Scalping, Day Trading หรือ Swing Trading เป็นต้น
เทรดเดอร์ระยะยาว (Long-term Trader)
- รูปแบบการเทรด: เน้นทำกำไรระยะยาว กรอบเวลาในการซื้อขายตั้งแต่สัปดาห์ เดือน ไปจนถึงปี
- เหมาะกับ: เทรดเดอร์มีงานประจำเน้นใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักเพื่อกำหนดเปิดปิดออเดอร์ และวิเคราะห์ในทางเทคนิคประกอบการตัดสินเท่านั้น เน้นเทรดตามเทรนด์มองภาพใหญ่ของตลาด
- กลยุทธ์ที่ใช้: เช่น Position Trading, Trend Following เป็นต้น
ตารางเปรียบเทียบ กลยุทธ์การเทรดระยะสั้นและระยะยาว
| Scalping | Day Trading | Swing Trading | Position Trading | |
| ระยะเวลาถือออเดอร์ | วินาทีหรือนาที | ชั่วโมงไม่เกิน 1 วัน | 2 วันจนถึง 1 เดือน | หลายเดือนจนถึงหลายปี |
| ปริมาณคำสั่งซื้อขาย | 10-100 คำสั่ง | 2-10 คำสั่ง | 2-3 คำสั่ง | ขึ้นอยู่กับนักลงทุน |
| ผลตอบแทน | น้อยแต่บ่อยครั้ง | เน้นทำกำไรมากกว่าขาดทุน | กำไรสูง | กำไรมหาศาล |
| การเฝ้าหน้าจอ | หลายชั่วโมงต่อวัน | 1-2 ชั่วโมงต่อวัน | 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ | สัปดาห์ละครั้งไปจนถึงเดือนละครั้ง |
| ประเภทสินทรัพย์ | ทุกเประเภท
Forex, คริปโต |
ทุกประเภท
Forex, คริปโต |
หุ้น, Forex หรือสินค้าโภคภัณฑ์ | หุ้น, พันธบัตร, สัญญาฟิวเจอร์ส |
| เหมาะกับ | เทรดเดอร์อาชีพ | เทรดเดอร์อาชีพ | คนที่ทำงานประจำ | คนที่ทำงานประจำ |
2. เลือกโบรกเกอร์ที่ใช่ น่าเชื่อถือสูง
การเลือกโบรกเกอร์ลงทุนที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งแรกที่เทรดเดอร์ต้องให้ความสำคัญ เพราะว่าต้องฝากเงินทุนไว้กับโบรกเกอร์ และเทคนิคเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือมีดังนี้
- ได้รับอนุญาตและการกำกับดูแล: โบรกเกอร์ที่เลือกลงทุนต้องได้รับใบอนุญาตและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ใบอนุญาตต้องมีการต่ออายุอย่างต่อเนื่อง
- ค่าธรรมเนียมเหมาะสม: ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะถือว่าเป็นต้นทุนในการลงทุนด้วย
- แพลตฟอร์มเทรดมีความเสถียร: แพลตฟอร์มที่ใช้ซื้อขายต้องมีความเสถียร และมีเครื่องมือการวิเคราะห์ตลาดที่ครบถ้วนต่อการใช้งาน
- ระบบสนับสนุนลูกค้า: ฝ่าย Support มีการให้บริการ 24/7 หรือไม่ มีช่องทางการติดต่อหรือให้ความช่วยเหลือที่สะดวกต่อเทรดเดอร์
- แหล่งเรียนรู้: มีระบบการเรียนการสอนหรือการฝึกอบรมเครื่องมือการเทรด หรือความรู้พื้นฐานในการเทรดสินทรัพย์นั้น ๆ
- ความปลอดภัยของเงินทุน: การจัดเก็บเงินฝากหรือเงินทุนของเทรดเดอร์มีบัญชีแยกออกมาหรือไม่ มีการประกันเงินทุนให้กับเทรดเดอร์หรือไม่
3. สร้างระบบเทรดที่ยืดหยุ่น เข้ากับไลฟ์สไตล์
เทคนิคสร้างระบบเทรดที่ยืดหยุ่น เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเทรดเดอร์ มี 6 เทคนิค ได้แก่ กำหนดเป้าหมายการเทรด, เลือกสไตล์การเทรด, เลือกสินทรัพย์เทรด, กลยุทธ์เทรด, บริหารความเสี่ยง และประเมินผลเพื่อนำไปปรับปรุง
- เป้าหมายการเทรด: กำหนดรายได้ที่คาดหวังรวมไปถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ให้ชัดเจน เช่น กำไร 10% ต่อปี มี Winrate มากกว่า 50% ระดับความเสี่ยง 1% เน้นเทรดด้วยกราฟเปล่า เป็นต้น
- สไตล์การเทรด: เลือกจากช่วงเวลาที่ว่างจะดีที่สุด, ชอบการเทรดระยะสั้นหรือระยะยาว, ชอบวิเคราะห์ราคาจากการติดตามข่าวสารปัจจัยพื้นฐานหรือชอบใช้เครื่องมือทางเทคนิคในการวิเคราะห์ราคา
- สินทรัพย์เทรด: โดยเลือกเพียงสินทรัพย์เดียวเท่านั้น เช่น ต้องการเทรด Forex ให้เลือกเทรดเฉพาะคู่เงินคู่เดียวเท่านั้น เพื่อที่จะโฟกัสศึกษาพฤติกรรมของตลาดจนเข้าใจ
- กลยุทธ์เทรด: ทำการเลือกกลยุทธ์การเทรดให้เหมาะสมกับสไตล์การใช้ชีวิต เลือกใช้ Indicator, กราฟเปล่า หรือ EA ยิ่งใช้น้อยยิ่งดี ทดสอบกลยุทธ์กับบัญชีทดลองอยู่เสมอ
- บริหารความเสี่ยง: กำหนด Stop Loss ที่เหมาะสม, กำหนดขนาดการลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ และเมื่อเทรดสินทรัพย์หลักจนชำนาญแล้วอาจจะมีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นบ้าง
- ประเมินผล: มีการจดบันทึกการเปิดปิดออเดอร์พร้อมระบุเหตุผลในการเข้าเทรดแต่ละครั้งเพื่อเข้าใจตนเอง และนำมาประเมินผลปรับปรุงเสมอ
- ตัวอย่างระบบเทรด:
-
- เป้าหมาย: ทำกำไรต่อเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ของเงินทุน, Win Rate > 50%
- สไตล์การเทรด: Day Trading
- สินทรัพย์: XAU/USD
- กลยุทธ์: Price Action เน้นทำกำไรในช่วงที่ตลาดกลับตัว
- บริหารความเสี่ยง: Stop Loss 1%, Position Sizing 2%
- ประเมินผล: ติดตามผลการเทรดทุกเช้าวันเสาร์ และมีการปรับปรุงยุทธ์ด้วยการค้นหา Price Action ที่น่าสนใจ
4. เลือกใช้กรอบเวลา (Time Frame) ที่เหมาะสม
- เหมาะกับสไตล์การเทรด: ควรเลือก Time Frame เหมาะกับสไตล์การเทรดเป็นหลัก
- เทคนิค Two Times per Period: ต้องมีเวลา 1-2 ครั้งต่อระยะเวลาการเทรด เช่น ดูกราฟได้วันละ 2 ครั้ง ก็เลือก Time Frame Day และถ้าดูได้ชั่วโมงละ 2 ครั้ง ใช้ Time Frame 60 นาที เป็นต้น
- ข้อควรระวัง: การย้าย Time Frame ให้ย้ายไปใช้ Time Frame ที่ใหญ่กว่าเท่านั้น
5. กำหนดค่า Expectancy ที่ต้องการ
- ความหมายของ Expectancy: อัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง ใช้วัดประสิทธิภาพผลกำไรจากการลงทุนของเทรดเดอร์
- เป้าหมายของการกำหนดค่า: ช่วยให้เทรดเดอร์รู้สถานะการลงทุนของตนเองว่าจะอยู่รอดในตลาดได้หรือไม่
- ค่า Expectancy ที่ดี: ค่า Expectancy ยิ่งบวกยิ่งดี บ่งบอกว่า ระบบการเทรดของเรามีประสิทธิภาพเรียกว่า ทำกำไรมากกว่าขาดทุนนั่นเอง แต่ถ้าค่า Expectancy ติดลบควรปรับปรุงระบบการเทรด
- สูตรหาค่า Expectancy: Expectancy = (% Won * Average Win) – (% Loss * Average Loss)
ตัวอย่างการคำนวณหาค่า Expectancy ของระบบเทรดที่เทรดเดอร์ใช้ในการเทรด เพื่อประเมินว่าระบบกำลังสร้างกำไรหรือขาดทุน ช่วยให้เทรดปรับปรุงระบบเทรดได้ดีขึ้น
6. การใช้ Risk-Reward Ratio (RRR)
- ความหมาย: ค่า Risk-Reward Ratio เป็นสัดส่วนเปรียบเทียบระหว่าง “ความเสี่ยง” เป็นเงินลงทุนที่พร้อมจะเสีย เทียบกับ “ผลตอบแทน” กำไรที่คาดหวัง ในการเทรดแต่ละครั้ง
- ค่า RRR ดีที่สุด: ไม่มีค่า RRR ดีที่สุด สำหรับผู้เริ่มต้นแนะนำค่า RRR ที่ 1:1.5 หรือ 1:2 แต่ทั้งจะขึ้นอยู่สถานการณ์และระบบเทรด
- วิธีหาค่า RRR: เทรดเดอร์ต้องทำการทดสอบระบบเทรดอย่างต่อเนื่อง 3-6 เดือนจะช่วยให้พบค่า RRR ที่เหมาะสมกับระบบเทรดที่สร้างมาได้
- ตัวอย่าง:
- เทรดเดอร์เปิดออเดอร์ซื้อเหรียญ A ราคา 100 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
- ตั้ง Stop Loss ที่ 90 ดอลลาร์ต่อเหรียญ และวางคำสั่ง Take Profit ที่ 150 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ความเสี่ยง(การขาดทุนสูงสุด)ที่เป็นไปได้คือ 10 ดอลลาร์ต่อเหรียญและผลตอบแทน(กำไรสูงสุด)ที่เป็นไปได้คือ 50 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
- ดังนั้นค่า RRR ของการเทรดครั้งนี้คือ 1:5 นั่นเอง
7. เรียนรู้ในช่วงสุดสัปดาห์
- ศึกษาเทคนิคต่อเนื่อง: ในช่วงเวลาที่ตลาดปิดการซื้อขายนอกจากการพักผ่อนแล้ว เทรดเดอร์ควรจะแบ่งเวลามาศึกษาเทคนิคต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อนำไปปรับปรุงระบบเทรดให้ดีขึ้น
- ติดตามข่าวสาร: มีการติดตามข่าวสารประจำสัปดาห์ที่อาจส่งผลต่อการซื้อขายของเทรดเดอร์ เช่น ข่าวภัยธรรมชาติ หรือนโยบายทางการเงิน ที่มีผลต่อราคาสินทรัพย์ที่เลือกลงทุน
8. จดบันทึกการเทรดอย่างต่อเนื่อง
- บันทึกหน้าจอที่เปิดปิดออเดอร์: การบันทึกเหตุผลเปิดปิดออเดอร์, จุดเปิดปิดออเดอร์, รูปแบบกราฟ, เครื่องมือที่ใช้ รวมไปถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นหรือสาเหตุที่เข้าเทรด เพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นตัวเองนั่นเอง
- ทำตามระบบเทรด: หลายคนมีระบบเทรดที่ดีแต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบแต่อยู่ที่การมีวินัยในการเทรด ดังนั้นเทรดเดอร์ต้องรู้จักห้ามใจตัวเองไม่เทรดนอกระบบ ซึ่งจะช่วยให้เทรดเดอร์เทรดตามระบบได้ดีขึ้น
ข้อคิดจากเทรดเดอร์ชื่อดังระดับโลก 6 ท่าน
ข้อคิดจากเทรดเดอร์ชื่อดังระดับโลก สรุปได้ว่า ทุกการเทรดมีความเสี่ยงที่ต้องยอมรับ การบริหารเสี่ยงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ต้องการ
1. สแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์
- ข้อคิด: “วิธีสร้างผลตอบแทนระยะยาวคือการรักษาเงินทุนและรอโฮมรัม”
- ความหมาย: เทรดเดอร์ทุกคนควรมี Money Management การรักษาเงินทุนให้ได้มากที่สุดเพื่อให้เกิดผลตอบแทนมากขึ้นที่สุด
2. พอล ทิวดอร์ โจนส์
- ข้อคิด: “ผมจะลดขนาด Lot ลงถ้าเทรดแล้วขาดทุน และจะลดขนาด Lot เรื่อย ๆ หากเทรดได้ไม่ดี ดังนั้นเมื่อเทรดได้ไม่ดีผมก็จะลดขนาด Lot ลงให้เล็กที่สุด”
- ความหมาย: ควรลงทุนขนาด Lot ในระดับความเสี่ยงที่เทรดเดอร์ยอมรับได้ หาระบบเทรดที่มั่นใจกับบริหารจัดการเงินลงทุนเพื่อหาขนาด Lot ที่เหมาะสม
3. บิล ลิปซูตซ์
- ข้อคิด: “ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์ที่สามารถชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ หากคุณคิดว่าการทำกำไรมากกว่า 50% เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่คุณควรหาทางทำกำไรให้ได้ 20-30% เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
- ความหมาย: การเข้าเทรดทุกครั้งไม่จำเป็นต้องได้กำไรเสมอไป เพราะการขาดทุนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและหยืดหยุ่นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การสร้างระบบเทรดที่ดีและฝึกฝนจนทำชำนาญก็สามารถช่วยปกป้องเงินทุนได้เป็นอย่างดี
4.จอร์จ โซรอส
- ข้อคิด: “น่าเสียดายยิ่งระบบเทรดมีความซับซ้อนมากเท่าไหร่โอาสที่ข้อผิดพลาดจะเกิดขึ้นก็จะยิ่งมากขึ้นไปด้วย”
- ความหมาย: การใช้ Indicator ที่มากเกินไปอาจทำให้เทรดเดอร์สับสนได้ แต่ถ้าเทรดเดอร์มีความเข้าใจในตลาดที่เลือกลงทุน มีระเบียบวินัย มีทักษะที่ดี ก็จะสามารถเลือกเครื่องมือเทรดที่นำไปสู่การเทรดที่ดี
5. เจสซี ลิเวอร์มอร์
- ข้อคิด: “ไม่มีกฎการซื้อขายใดที่จะให้ผลกำไร 100% อย่างสม่ำเสมอ”
- ความหมาย: การขาดทุนจากการเทรดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แต่การหาระบบเทรดที่ดีที่เหมาะสมกับเทรดเดอร์ และสามารถยืดหยุ่นกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ก็จะช่วยให้ทำกำไรได้อย่างยั่งยืน
6. วอร์เรน บัฟเฟต์
- ข้อคิด: “โอกาสมีมาไม่บ่อยนัก และเมื่อฝนตกเป็นทองจงเอาถังออกไปไม่ใช่ปลอกนิ้ว”
- ความหมาย: โอกาสลงทุนที่ดีนั้นไม่ได้มาบ่อย ดังนั้นอย่าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ในการรอสัญญาณจากระบบเทรดหรือการวิเคราะห์การเทรดเพื่อทำกำไรเพียงน้อยนิด ดังนั้นเทรดเดอร์ควรมีความมั่นใจกับระบบเทรดของตนเองที่จะสามารถทำกำไรตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้
ข้อสรุป
8 เคล็ดลับการชนะในการเทรดที่ได้แนะนำมานั้น จะพบว่ามีหลักการที่ใกล้เคียงกับข้อคิดของเทรดเดอร์ชื่อดังระดับโลก ที่การเทรดมีความเสี่ยงที่เทรดเดอร์ต้องยอมรับ ให้สร้างระบบเทรดที่ดีซึ่งจะช่วยปกป้องเงินทุน และเป็นเครื่องมือที่จะสร้างกำไรมหาศาลให้กับเทรดเดอร์ได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- investopedia.com: 8 Forex Trading Tips, https://www.investopedia.com/articles/forex/08/successful-trader-traits.asp
- Morpher.com: Short Term vs. Long Term Trading, https://www.morpher.com/blog/short-term-vs-long-term-trading
- Realtrading.com: Scalping vs. Day Trading: What’s the Difference? https://realtrading.com/trading-blog/scalping-vs-day-trading/
- Forexthai: เช็กก่อน! สไตล์การเทรด Forex แบบไหนใช่คุณ? https://forexthai.in.th/your-trading-style/




