8 เคล็ดลับการชนะในการเทรด พร้อมข้อคิดจากเทรดเดอร์ชื่อดังระดับโลก

tradeonline.in.th ย่อให้

  • เริ่มจากไลฟ์สไตล์: การเลือกสไตล์การเทรด, สินทรัพย์, โบรกเกอร์, Time Frame ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเทรดเดอร์ และเลือกศึกษาสินทรัพย์เพียงประเภทเดียวจนเข้าใจตลาด
  • สร้างระบบเทรดที่ตรงกับไลฟ์สไตล์: กำหนดเป้าหมาย, สไตล์การเทรด, สินทรัพย์, กลยุทธ์, บริหารความเสี่ยง, ประเมินและปรับปรุงระบบเทรดเสมอ
  • ข้อคิดจากเทรดเดอร์ชื่อดัง: จงยอมรับความเสี่ยงในการลงทุน แต่เมื่อลงทุนแล้วจงหวังผลกำไรอย่างมั่นใจ 

1. เลือกสไตล์การเทรดที่เหมาะสมกับตนเอง

เทรดเดอร์ระยะสั้น (Short-term Trader)

  • รูปแบบการเทรด: เน้นทำกำไรระยะสั้น กรอบเวลาในการซื้อขายตั้งแต่นาที ชั่วโมง ไปจนถึงวัน  
  • เหมาะกับ: เทรดเดอร์อาชีพมีความรู้การวิเคราะห์ทางเทคนิค มีการบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี มีความอดทน ควบคุมอารมณ์และตัดสินใจได้ดี และมีทุนสำรองเพียงพอ
  • กลยุทธ์ที่ใช้: เช่น Scalping, Day Trading หรือ Swing Trading เป็นต้น

เทรดเดอร์ระยะยาว (Long-term Trader)

  • รูปแบบการเทรด: เน้นทำกำไรระยะยาว กรอบเวลาในการซื้อขายตั้งแต่สัปดาห์ เดือน ไปจนถึงปี  
  • เหมาะกับ: เทรดเดอร์มีงานประจำเน้นใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักเพื่อกำหนดเปิดปิดออเดอร์ และวิเคราะห์ในทางเทคนิคประกอบการตัดสินเท่านั้น เน้นเทรดตามเทรนด์มองภาพใหญ่ของตลาด
  • กลยุทธ์ที่ใช้: เช่น Position Trading, Trend Following เป็นต้น

ตารางเปรียบเทียบ กลยุทธ์การเทรดระยะสั้นและระยะยาว 

Scalping Day Trading Swing Trading Position Trading
ระยะเวลาถือออเดอร์ วินาทีหรือนาที ชั่วโมงไม่เกิน 1 วัน 2 วันจนถึง 1 เดือน หลายเดือนจนถึงหลายปี
ปริมาณคำสั่งซื้อขาย 10-100 คำสั่ง 2-10 คำสั่ง 2-3 คำสั่ง ขึ้นอยู่กับนักลงทุน
ผลตอบแทน น้อยแต่บ่อยครั้ง เน้นทำกำไรมากกว่าขาดทุน กำไรสูง กำไรมหาศาล
การเฝ้าหน้าจอ หลายชั่วโมงต่อวัน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้งไปจนถึงเดือนละครั้ง
ประเภทสินทรัพย์ ทุกเประเภท

Forex, คริปโต 

ทุกประเภท

 Forex, คริปโต

หุ้น, Forex หรือสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น, พันธบัตร, สัญญาฟิวเจอร์ส
เหมาะกับ  เทรดเดอร์อาชีพ เทรดเดอร์อาชีพ คนที่ทำงานประจำ คนที่ทำงานประจำ

2. เลือกโบรกเกอร์ที่ใช่ น่าเชื่อถือสูง 

การเลือกโบรกเกอร์ลงทุนที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งแรกที่เทรดเดอร์ต้องให้ความสำคัญ เพราะว่าต้องฝากเงินทุนไว้กับโบรกเกอร์ และเทคนิคเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือมีดังนี้

  • ได้รับอนุญาตและการกำกับดูแล: โบรกเกอร์ที่เลือกลงทุนต้องได้รับใบอนุญาตและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ใบอนุญาตต้องมีการต่ออายุอย่างต่อเนื่อง
  • ค่าธรรมเนียมเหมาะสม: ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะถือว่าเป็นต้นทุนในการลงทุนด้วย
  • แพลตฟอร์มเทรดมีความเสถียร: แพลตฟอร์มที่ใช้ซื้อขายต้องมีความเสถียร และมีเครื่องมือการวิเคราะห์ตลาดที่ครบถ้วนต่อการใช้งาน
  • ระบบสนับสนุนลูกค้า: ฝ่าย Support มีการให้บริการ 24/7 หรือไม่ มีช่องทางการติดต่อหรือให้ความช่วยเหลือที่สะดวกต่อเทรดเดอร์ 
  • แหล่งเรียนรู้: มีระบบการเรียนการสอนหรือการฝึกอบรมเครื่องมือการเทรด หรือความรู้พื้นฐานในการเทรดสินทรัพย์นั้น ๆ 
  • ความปลอดภัยของเงินทุน: การจัดเก็บเงินฝากหรือเงินทุนของเทรดเดอร์มีบัญชีแยกออกมาหรือไม่ มีการประกันเงินทุนให้กับเทรดเดอร์หรือไม่

3. สร้างระบบเทรดที่ยืดหยุ่น เข้ากับไลฟ์สไตล์

เทคนิคสร้างระบบเทรดที่ยืดหยุ่น เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเทรดเดอร์ มี 6 เทคนิค ได้แก่ กำหนดเป้าหมายการเทรด, เลือกสไตล์การเทรด, เลือกสินทรัพย์เทรด, กลยุทธ์เทรด, บริหารความเสี่ยง และประเมินผลเพื่อนำไปปรับปรุง 

  • เป้าหมายการเทรด: กำหนดรายได้ที่คาดหวังรวมไปถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ให้ชัดเจน เช่น กำไร 10% ต่อปี มี Winrate มากกว่า 50% ระดับความเสี่ยง 1% เน้นเทรดด้วยกราฟเปล่า เป็นต้น
  • สไตล์การเทรด: เลือกจากช่วงเวลาที่ว่างจะดีที่สุด, ชอบการเทรดระยะสั้นหรือระยะยาว, ชอบวิเคราะห์ราคาจากการติดตามข่าวสารปัจจัยพื้นฐานหรือชอบใช้เครื่องมือทางเทคนิคในการวิเคราะห์ราคา
  • สินทรัพย์เทรด: โดยเลือกเพียงสินทรัพย์เดียวเท่านั้น เช่น ต้องการเทรด Forex ให้เลือกเทรดเฉพาะคู่เงินคู่เดียวเท่านั้น เพื่อที่จะโฟกัสศึกษาพฤติกรรมของตลาดจนเข้าใจ
  • กลยุทธ์เทรด: ทำการเลือกกลยุทธ์การเทรดให้เหมาะสมกับสไตล์การใช้ชีวิต เลือกใช้ Indicator, กราฟเปล่า หรือ EA ยิ่งใช้น้อยยิ่งดี ทดสอบกลยุทธ์กับบัญชีทดลองอยู่เสมอ
  • บริหารความเสี่ยง: กำหนด Stop Loss ที่เหมาะสม, กำหนดขนาดการลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ และเมื่อเทรดสินทรัพย์หลักจนชำนาญแล้วอาจจะมีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นบ้าง 
  • ประเมินผล: มีการจดบันทึกการเปิดปิดออเดอร์พร้อมระบุเหตุผลในการเข้าเทรดแต่ละครั้งเพื่อเข้าใจตนเอง และนำมาประเมินผลปรับปรุงเสมอ
  • ตัวอย่างระบบเทรด:
    • เป้าหมาย: ทำกำไรต่อเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ของเงินทุน, Win Rate > 50%
    • สไตล์การเทรด: Day Trading
    • สินทรัพย์: XAU/USD
    • กลยุทธ์: Price Action เน้นทำกำไรในช่วงที่ตลาดกลับตัว
    • บริหารความเสี่ยง: Stop Loss 1%, Position Sizing 2%
    • ประเมินผล: ติดตามผลการเทรดทุกเช้าวันเสาร์ และมีการปรับปรุงยุทธ์ด้วยการค้นหา Price Action ที่น่าสนใจ  

4. เลือกใช้กรอบเวลา (Time Frame) ที่เหมาะสม 

  • เหมาะกับสไตล์การเทรด: ควรเลือก Time Frame เหมาะกับสไตล์การเทรดเป็นหลัก 
  • เทคนิค Two Times per Period: ต้องมีเวลา 1-2 ครั้งต่อระยะเวลาการเทรด เช่น ดูกราฟได้วันละ 2 ครั้ง ก็เลือก Time Frame Day และถ้าดูได้ชั่วโมงละ 2 ครั้ง ใช้ Time Frame 60 นาที เป็นต้น
  • ข้อควรระวัง: การย้าย Time Frame ให้ย้ายไปใช้ Time Frame ที่ใหญ่กว่าเท่านั้น 

5. กำหนดค่า Expectancy ที่ต้องการ

  • ความหมายของ Expectancy: อัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง ใช้วัดประสิทธิภาพผลกำไรจากการลงทุนของเทรดเดอร์
  • เป้าหมายของการกำหนดค่า: ช่วยให้เทรดเดอร์รู้สถานะการลงทุนของตนเองว่าจะอยู่รอดในตลาดได้หรือไม่
  • ค่า Expectancy ที่ดี: ค่า Expectancy ยิ่งบวกยิ่งดี บ่งบอกว่า ระบบการเทรดของเรามีประสิทธิภาพเรียกว่า ทำกำไรมากกว่าขาดทุนนั่นเอง แต่ถ้าค่า Expectancy ติดลบควรปรับปรุงระบบการเทรด  
  • สูตรหาค่า Expectancy: Expectancy = (% Won * Average Win) – (% Loss * Average Loss) 

ตัวอย่างการคำนวณหาค่า Expectancy ของระบบเทรดที่เทรดเดอร์ใช้ในการเทรด เพื่อประเมินว่าระบบกำลังสร้างกำไรหรือขาดทุน ช่วยให้เทรดปรับปรุงระบบเทรดได้ดีขึ้น

6. การใช้ Risk-Reward Ratio (RRR)

  • ความหมาย: ค่า Risk-Reward Ratio เป็นสัดส่วนเปรียบเทียบระหว่าง “ความเสี่ยง” เป็นเงินลงทุนที่พร้อมจะเสีย เทียบกับ “ผลตอบแทน” กำไรที่คาดหวัง ในการเทรดแต่ละครั้ง
  • ค่า RRR ดีที่สุด: ไม่มีค่า RRR ดีที่สุด สำหรับผู้เริ่มต้นแนะนำค่า RRR ที่ 1:1.5 หรือ 1:2 แต่ทั้งจะขึ้นอยู่สถานการณ์และระบบเทรด 
  • วิธีหาค่า RRR: เทรดเดอร์ต้องทำการทดสอบระบบเทรดอย่างต่อเนื่อง 3-6 เดือนจะช่วยให้พบค่า RRR ที่เหมาะสมกับระบบเทรดที่สร้างมาได้
  • ตัวอย่าง: 
    • เทรดเดอร์เปิดออเดอร์ซื้อเหรียญ A ราคา 100 ดอลลาร์ต่อเหรียญ 
    • ตั้ง Stop Loss ที่ 90 ดอลลาร์ต่อเหรียญ และวางคำสั่ง Take Profit ที่ 150 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ความเสี่ยง(การขาดทุนสูงสุด)ที่เป็นไปได้คือ 10 ดอลลาร์ต่อเหรียญและผลตอบแทน(กำไรสูงสุด)ที่เป็นไปได้คือ 50 ดอลลาร์ต่อเหรียญ 
    • ดังนั้นค่า RRR ของการเทรดครั้งนี้คือ 1:5 นั่นเอง

7. เรียนรู้ในช่วงสุดสัปดาห์

  • ศึกษาเทคนิคต่อเนื่อง: ในช่วงเวลาที่ตลาดปิดการซื้อขายนอกจากการพักผ่อนแล้ว เทรดเดอร์ควรจะแบ่งเวลามาศึกษาเทคนิคต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อนำไปปรับปรุงระบบเทรดให้ดีขึ้น
  • ติดตามข่าวสาร: มีการติดตามข่าวสารประจำสัปดาห์ที่อาจส่งผลต่อการซื้อขายของเทรดเดอร์ เช่น ข่าวภัยธรรมชาติ หรือนโยบายทางการเงิน ที่มีผลต่อราคาสินทรัพย์ที่เลือกลงทุน 

8. จดบันทึกการเทรดอย่างต่อเนื่อง 

  • บันทึกหน้าจอที่เปิดปิดออเดอร์: การบันทึกเหตุผลเปิดปิดออเดอร์, จุดเปิดปิดออเดอร์, รูปแบบกราฟ, เครื่องมือที่ใช้ รวมไปถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นหรือสาเหตุที่เข้าเทรด เพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นตัวเองนั่นเอง  
  • ทำตามระบบเทรด: หลายคนมีระบบเทรดที่ดีแต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบแต่อยู่ที่การมีวินัยในการเทรด  ดังนั้นเทรดเดอร์ต้องรู้จักห้ามใจตัวเองไม่เทรดนอกระบบ ซึ่งจะช่วยให้เทรดเดอร์เทรดตามระบบได้ดีขึ้น   

ข้อคิดจากเทรดเดอร์ชื่อดังระดับโลก 6 ท่าน

ข้อคิดจากเทรดเดอร์ชื่อดังระดับโลก สรุปได้ว่า ทุกการเทรดมีความเสี่ยงที่ต้องยอมรับ การบริหารเสี่ยงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ต้องการ

1. สแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ 

  • ข้อคิด: “วิธีสร้างผลตอบแทนระยะยาวคือการรักษาเงินทุนและรอโฮมรัม”
  • ความหมาย: เทรดเดอร์ทุกคนควรมี Money Management การรักษาเงินทุนให้ได้มากที่สุดเพื่อให้เกิดผลตอบแทนมากขึ้นที่สุด

2. พอล ทิวดอร์ โจนส์

  • ข้อคิด: “ผมจะลดขนาด Lot ลงถ้าเทรดแล้วขาดทุน และจะลดขนาด Lot เรื่อย ๆ หากเทรดได้ไม่ดี ดังนั้นเมื่อเทรดได้ไม่ดีผมก็จะลดขนาด Lot ลงให้เล็กที่สุด”
  • ความหมาย: ควรลงทุนขนาด Lot ในระดับความเสี่ยงที่เทรดเดอร์ยอมรับได้ หาระบบเทรดที่มั่นใจกับบริหารจัดการเงินลงทุนเพื่อหาขนาด Lot ที่เหมาะสม

3. บิล ลิปซูตซ์

  • ข้อคิด: “ผมไม่คิดว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์ที่สามารถชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ หากคุณคิดว่าการทำกำไรมากกว่า 50% เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่คุณควรหาทางทำกำไรให้ได้ 20-30% เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
  • ความหมาย: การเข้าเทรดทุกครั้งไม่จำเป็นต้องได้กำไรเสมอไป เพราะการขาดทุนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและหยืดหยุ่นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การสร้างระบบเทรดที่ดีและฝึกฝนจนทำชำนาญก็สามารถช่วยปกป้องเงินทุนได้เป็นอย่างดี

4.จอร์จ โซรอส

  • ข้อคิด: “น่าเสียดายยิ่งระบบเทรดมีความซับซ้อนมากเท่าไหร่โอาสที่ข้อผิดพลาดจะเกิดขึ้นก็จะยิ่งมากขึ้นไปด้วย”
  • ความหมาย: การใช้ Indicator ที่มากเกินไปอาจทำให้เทรดเดอร์สับสนได้ แต่ถ้าเทรดเดอร์มีความเข้าใจในตลาดที่เลือกลงทุน มีระเบียบวินัย มีทักษะที่ดี ก็จะสามารถเลือกเครื่องมือเทรดที่นำไปสู่การเทรดที่ดี 

5. เจสซี ลิเวอร์มอร์

  • ข้อคิด: “ไม่มีกฎการซื้อขายใดที่จะให้ผลกำไร 100% อย่างสม่ำเสมอ”
  • ความหมาย: การขาดทุนจากการเทรดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แต่การหาระบบเทรดที่ดีที่เหมาะสมกับเทรดเดอร์ และสามารถยืดหยุ่นกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ก็จะช่วยให้ทำกำไรได้อย่างยั่งยืน

6. วอร์เรน บัฟเฟต์

  • ข้อคิด: “โอกาสมีมาไม่บ่อยนัก และเมื่อฝนตกเป็นทองจงเอาถังออกไปไม่ใช่ปลอกนิ้ว”
  • ความหมาย: โอกาสลงทุนที่ดีนั้นไม่ได้มาบ่อย ดังนั้นอย่าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ในการรอสัญญาณจากระบบเทรดหรือการวิเคราะห์การเทรดเพื่อทำกำไรเพียงน้อยนิด ดังนั้นเทรดเดอร์ควรมีความมั่นใจกับระบบเทรดของตนเองที่จะสามารถทำกำไรตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้  

ข้อสรุป

8 เคล็ดลับการชนะในการเทรดที่ได้แนะนำมานั้น จะพบว่ามีหลักการที่ใกล้เคียงกับข้อคิดของเทรดเดอร์ชื่อดังระดับโลก ที่การเทรดมีความเสี่ยงที่เทรดเดอร์ต้องยอมรับ ให้สร้างระบบเทรดที่ดีซึ่งจะช่วยปกป้องเงินทุน และเป็นเครื่องมือที่จะสร้างกำไรมหาศาลให้กับเทรดเดอร์ได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *